20140323_LV_BMW_2.jpg

The Future of Fashion is Here ตอนที่ 3 : การสร้างสรรค์อย่างต่อเนื่องกับผู้นำเทรนด์แฟชั่น

ในอุตสาหกรรมแฟชั่นหลัก แบรนด์ผู้นำเทรนด์ (Trendsetter) ที่มีฐานลูกค้าที่มั่นคงเหนียวแน่น และสร้างตำนานให้กับวงการแฟชั่นมายาวนาน มักจะนำเทคโนโลยีมาใช้ในการผลิตและไม่ยอมล้าหลังใครอย่างแน่นอน หากเทคโนโลยีที่นำมาใช้ดูเหมือนจะสนับสนุนงานดีไซน์มากกว่าจะคิดค้นขึ้นเพื่อให้สอดคล้องกับการใช้ได้จริงในชีวิตดิจิทัล
อาว็อง-การ์ด (Avant-garde) และโลกอนาคตไม่ใช่สิ่งใหม่สำหรับอุตสาหกรรมแฟชั่น ดีไซเนอร์ชาวตุรกีผู้ที่ได้รับการยกย่องจากนิตยสารโว้กว่าเป็นดีไซเนอร์นักคิดอย่างฮุสเซน ชาลายัน (Hussein Chalayan) เคยทำโชว์ที่สร้างความตื่นตะลึงให้กับสื่อและลูกค้าที่มาชมคอลเล็กชั่นฤดูร้อน 2007 ด้วยการเปลี่ยนรูปฟอร์มของชุด ลดทอนความยาว-สั้น การปิด-เปิดคอเสื้อ ของนางแบบที่สวมใส่ ฤดูกาลต่อมาเขาได้นำเสนอชุดเรืองแสงที่ใช้คริสตัลของสวารอฟสกีมาเป็นวัสดุหลัก ในปีหลังๆ เขาเล่นสนุกกับเนื้อผ้ามากขึ้นด้วยการใช้สิ่งทอสำหรับตกแต่งบ้านอย่างผ้าคลุมโซฟามาทำเป็นชุดโดยนำมามิกซ์กับเนื้อผ้าสำหรับเครื่องแต่งกาย ส่วนอเล็กซานเดอร์ แมคควีน (Alexander McQueen) ก็เน้นเรื่องโชว์ที่เป็นไซ-ไฟมาหลายฤดูกาล โดยวัสดุที่เขาเลือกใช้เป็นประจำ ได้แก่กระจก หนัง พลาสติก รวมไปถึงขนนกทั้งหลาย คอลเล็กชั่นฤดูใบไม้ผลิ/ฤดูร้อน 2010 ฤดูกาลก่อนโชว์สุดท้ายของเขา ได้มีการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลปรินต์เพื่อพิมพ์ลายลงบนผ้าอย่างไหมชีฟองหรือผ้าไหมแก้ว รวมไปถึงบนรองเท้าหนัง สร้างสีสันและความตื่นตาให้กับวงการแฟชั่น

 

20140323_LV_BMW_2.jpg
การจับมือร่วมกันของ หลุยส์ วิตตอง (Louis Vuitton) และ บีเอ็มดับเบิ้ลยู (BMW) เพื่อออกแบบคอลเล็กชั่นกระเป๋าเดินทางแห่งโลกอนาคตในฤดูกาลที่ผ่านมา ถือเป็นตัวอย่างของการที่เทคโนโลยีได้เข้ามามีบทบาทด้านการออกแบบของแบรนด์แฟชั่น โดยกระเป๋าทุกใบนั้นแม้จะคงไตล์อันเป็นเอกลักษณ์ของหลุยส์ วิตตองไว้อย่างครบถ้วน แต่วัสดุที่ใช้ทำกระเป๋านั้นกลับไม่ใช่ผ้าใบพิมพ์ลายแต่เป็นคาร์บอนไฟเบอร์ (Carbon Fiber) ซึ่งเดิมใช้ในอุตสาหกรรมการบินเท่านั้น ส่วนสาเหตุหลักที่หลุยส์ วิตตองตัดสินใจใช้วัสดุนี้ก็เพราะน้ำหนักที่เบา ไม่ต่างจากปรัชญาในการออกแบบโครงสร้างของรถยนต์สปอร์ต BMWi8

นอกจากนี้ ยังมีแบรนด์อินดี้อย่างเมซง มาร์แตง มาร์เจียลา (Maison Martin Margiela) ที่นำเสนอคอลเล็กชั่นรีสอร์ต 2015 ซึ่งโดดเด่นเรื่องการปรับเปลี่ยนวัสดุของสไตล์เสื้อผ้าฤดูหนาวให้เข้ากับอากาศที่อบอุ่นขึ้นของฤดูร้อน มาร์เจียลานำเสนอ Summer Fur ที่มาในรูปแบบของแจ็กเก็ตผ้านวม และสร้างผ้าทวีดซัมเมอร์ที่เกิดจากการถักทอด้วยใยผ้าพิเศษเพื่อให้มีอากาศถ่ายเทและใส่ได้สบายในฤดูร้อน ทางด้านแบรนด์โจนาธาน ซอนเดอร์ส (Jonathan Saunders) ก็ใช้เทคโนโลยีในการสร้างนิตแวร์ ที่เหมาะกับฤดูร้อน ส่วนอเล็กซานเดอร์ แวง (Alexander Wang) ที่มาทำคอลเล็กชั่นให้กับบาลองเชียกา (Balenciaga) ก็ใช้วัสดุใหม่ๆ อย่างผ้าใบ หรือชาแนล (Chanel) ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นผู้ให้กำเนิดผ้าทวีด ก็พัฒนาเรื่องใยผ้าเพื่อให้เหมาะสมกับภูมิอากาศเช่นกัน สิ่งเหล่านี้คือความสนุกของดีไซเนอร์ที่เดินออกนอกกรอบโดยใช้เทคโนโลยีเป็นตัวช่วย แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือการดีไซน์ที่ยังคงตัวตนและเอกลักษณ์ของแบรนด์ไว้ได้อย่างไม่เสื่อมคลาย

Jonathan.jpg

                               ©topmen.com                                            ©wwd.com              
การเดินทางมาถึงของครีเอทีฟไดเร็กเตอร์หรือดีไซเนอร์คนใหม่ของแบรนด์ใหญ่ชั้นนำของโลกในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ทำให้มีการเปลี่ยนแปลงในโลกแฟชั่นค่อนข้างมาก เพราะพวกเขาจะเข้ามาพร้อมกับแนวความคิดในการพัฒนาดีไซน์ของแบรนด์เพื่อให้ต่างไปจากเดิม ความท้าทายอยู่ที่ “จะทำอย่างไรให้ต่างจากเดิมโดยไม่ทิ้งตัวตนของแบรนด์” สองฤดูกาลที่ผ่านมาของปี 2013 และ 2014 เราจึงได้เห็นการใช้ผ้าใหม่ๆ การเล่นสนุกกับวัสดุ รวมถึงดีไซน์ที่ดูล้ำขึ้นของแบรนด์ดั้งเดิมอย่างหลุยส์ วิตตอง บาลองเซียกา รวมไปถึงดิออร์ (Dior) ที่ทีมดีไซเนอร์ใหม่ถูกจับตามองตั้งแต่ยังไม่เริ่มทำงาน แน่นอนว่าโจทย์ที่ “ต้องการจะเห็นความต่าง” ของแบรนด์ทำให้ดีไซเนอร์ต้องทำงานมากขึ้น และเทคโนโลยีที่ใช้กับเนื้อผ้าและวัสดุต้องได้รับการพัฒนาถึงขีดสุดเพื่อสนับสนุนผลงานการออกแบบของพวกเขา

ราฟ ซิมงส์ (Raf Simons) แห่งดิออร์ดึงความคลาสสิกของเสื้อผ้าที่สร้างสรรค์โดยมงซิเออร์ดิออร์ตั้งแต่เมื่อห้าสิบปีที่แล้วมาปัดฝุ่น เขาสร้างรูปทรงใหม่ขึ้นมาเพื่อให้เข้ากับยุคสมัย แต่สิ่งหนึ่งที่ยังคงเก็บไว้คือการใช้เนื้อผ้าอย่างผ้าไหมเนื้อดีและการตัดเย็บแบบออริจินัล แม้ไม่ใช่ทุกชุดในคอลเล็กชั่น แต่ก็ต้องมีส่วนหนึ่งที่เป็นแบบนั้น คอลเล็กชั่นรีสอร์ต 2015 ก็เป็นตัวอย่างหนึ่งที่เห็นได้ชัด เมื่อเขาใช้ผ้าไหมพิมพ์ลายมาเล่นสนุกกับรูปทรงคลาสสิกของชุดเดรสสไตล์ทศวรรษ 1950 หรือการดึงบาร์ แจ็กเก็ต (Bar Jacket) ซึ่งออกแบบโดยมงซิเออร์ดิออร์มาทำใหม่ให้ดูร่วมสมัยและยังคงใช้ผ้าวูลแบบเดิม

นั่นหมายความว่าไม่ว่าดีไซเนอร์รุ่นใหม่จะคิดนอกกรอบไปไกลแค่ไหน ใช้วัสดุใหม่เพียงใด สุดท้ายแล้ว เนื้อผ้าและวัสดุ รวมทั้งโครงร่างแบบคลาสสิกเท่านั้นคือคำตอบสุดท้าย เพราะสิ่งที่พวกเขาต้องคำนึงถึงไม่ใช่แค่ผลงานของตัวเอง หากต้องตอบสนองความพอใจและความต้องการของลูกค้า รวมทั้งสื่อแฟชั่นทั่วโลกด้วย

Добавить комментарий

Ваш e-mail не будет опубликован. Обязательные поля помечены *